หน้าแรก | ข่าวประชาสัมพันธ์  | กระดานถาม-ตอบ  | บริการค้นหาข้อมูลคดี  | ระบบงานศาลยุติธรรม   |
  ศาลจังหวัดจันทบุรี
English  version Thai  version  
หน้าแรก 
ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน 
ข้าราชการศาลยุติธรรม 
ผู้ประนีประนอม 
ตัวอย่างการกรอกแบบฟอร์ม  
การขอปล่อยตัวชั่วคราว  
ผู้ดูแลระบบ 

ประวัติศาลจังหวัดจันทบุรี                                  

ศาลจังหวัดจันทบุรีเดิมมีชื่อว่า "ศาลเมืองจันทบุรี" จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๔๑ (ร.ศ. ๑๑๗) ศาลเมืองจันทบุรีได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นศาลมณฑลจันทบุรี มีเขตอำนาจครอบคลุมไปถึงศาลเมืองระยอง ศาลเมืองแกลง ศาลเมืองขลุง ศาลเมืองตราด และศาลเมืองประจันตคีรี (เกาะกงในปัจจุบัน) มีหลวงสวัสดิ์บุรีเมือง ซึ่งภายหลังได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยานครไทยพิเฉท เป็น อธิบดีผู้พิพากษาคนแรก
สำหรับตัวอาคารและสถานที่ตั้งศาลนั้น จากหลักฐานที่ค้นพบในราว พ.ศ. ๒๔๔๒ (ร.ศ. ๑๑๘) รัฐบาลได้สร้างศาลรัฐบาลขึ้น และกระทรวงมหาดไทย โดยพระยาวิชยาธิบดีผู้สำเร็จราชการเมือง ได้ยกอาคารหลังหนึ่งให้เป็นที่ทำการของศาล อาคารหลังนี้ฝาทำด้วยไม้กระยาเลยหลังคาสังกะสี กว้างประมาณ ๕ วา ยาวประมาณ ๑๑ วา ปลูกเป็นแถวเดียวกัน กับสถานที่ตั้งของฝ่ายมหาดไทย มีระยะห่างกัน ๕ วา ใช้สะพานเดินระหว่างอาคาร ปัจจุบันอยู่ในเขตบ้านลุ่ม ถนนท่าสิงห์ ริมแม่น้ำจันทบุรี หลังเรือนจำบริเวณที่ทำการป่าไม้จังหวัดจันทบุรี

ต่อมา พ.ศ. ๒๔๔๗ (ร.ศ. ๑๒๓) กองทหารฝรั่งเศสได้ถอนกำลังออกจากจังหวัดจันทบุรีไปตั้งอยู่ในเขตจังหวัดตราด ทางราชการจึงได้ย้ายสถานที่ทำการของรัฐบาลจากบริเวณริมแม่น้ำจันทบุรี ไปตั้งอยู่ในบริเวณค่ายทหารฝรั่งเศส ใช้อาคารคลังเก็บวัสดุของทหารฝรั่งเศสเป็นที่ทำการศาลมณฑลจันทบุรี จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๔๙ (ร.ศ. ๑๒๕) ทางราชการทหารได้จัดตั้งกองทหารเรือขึ้นในเขตจังหวัดจันทบุรี ในสถานที่ค่ายทหารฝรั่งเศสเดิม จึงได้ย้ายที่ทำการของหน่วยราชการอื่น ๆ กลับที่ตั้งเดิมบริเวณริมแม่น้ำจันทบุรี

ต่อมา พ.ศ. ๒๔๕๕ เจ้าพระยาอภัยราชมหายุติธรรมธร เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม มีความคิดที่จะสร้างอาคารมณฑลจันทบุรีขึ้นใหม่ จึงมีบัญชาให้หลวงวิชิตเนตินัยกับว่าที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลมณฑลจันทบุรีในสมัยนั้น ปรึกษากับข้าหลวงเทศาภิบาลเพื่อเลือกสถานที่ และในที่สุดได้มีการเสนอที่ดินบนเนินค่ายทหาร ซึ่งเป็นที่ตั้งศาลจังหวัดจันทบุรีในปัจจุบัน เป็นที่ตั้งของอาคารศาลมณฑลจันทบุรี เมื่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร อธิบดีศาลฎีกาได้เสด็จมาทอดพระเนตรแล้วเห็นว่าเหมาะสม กระทรวงยุติธรรมจึงสั่งการให้หลวงวิชิตเนตินัยจัดการประมูลแล้ว ปรากฏว่าจีนฮะประมูลได้ต่ำที่สุด ในราคา

๒๑,๐๐๐ บาท กำหนดเซ็นสัญญาวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๔๕๖ กำหนดก่อสร้างให้แล้วเสร็จใน ๑๐ เดือน แต่จีนฮะสร้างเสร็จก่อนกำหนด และส่งมอบเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๔๕๗ ในสมัยที่พระอภิบาลประเพณีเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลมณฑลจันทบุรี ลักษณะอาคารเป็นตึก ก่ออิฐฉาบปูน ชั้นเดียว หลังคามุงกระเบื้องแบบโบราณ กว้าง ๑๑ วา ยาว ๑๑ วา ๒ ศอก มีห้องพิจารณาขนาดมาตรฐาน ๑ ห้อง ห้องเสมียนพนักงานกั้นแบ่งจากห้องพิจารณาใหญ่ ยกพื้นสูง ๑ เมตร มีหน้าบรรณ เป็นรูปครุฑ เขียนคำว่า ศาลจังหวัดจันทบุรี พ.ศ. ๒๔๕๖ ลักษณะคล้ายโบสถ์ฝรั่ง ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๔๕๗ เมื่อเปิดแล้วกระทรวงยุติธรรมได้คืนอาคารหลังเก่าให้เป็นส่วนหนึ่งของที่ทำการศาลรัฐบาลมณฑลจันทบุรี

ต่อมา พ.ศ.๒๕๑๐ กระทรวงยุติธรรมเห็นว่า อาคารศาลจังหวัดจันทบุรี มีสภาพทรุดโทรม จึงได้มีคำสั่งของกระทรวงยุติธรรม ที่ ๒๖/๒๕๑๐ ให้ดำเนินการก่อสร้างอาคารศาลจังหวัดจันทบุรีหลังใหม่ขึ้น มีลักษณะเป็นตึกสองชั้น ขนาด ๖ บัลลังก์ หลังคาทรงไทย ตามแบบแปลนของกรมโยธาเทศบาลและทำการก่อสร้างในที่ดินเดิม บริษัทสหวิศวกรก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ประมูลได้ในราคา ๒,๑๒๐,๔๐๕ บาท กำหนดสร้างแล้วเสร็จในวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๑๐ ได้เริ่มก่อสร้าง เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๑๐ โดยมีนายกำธร พันธุลาภ ปลัดกระทรวงยุติธรรมในสมัยนั้น เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ ในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๑๐

การก่อสร้างแล้วเสร็จในวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๑๐ สำหรับคณะกรรมการตรวจการก่อสร้างประกอบด้วย นายชลัม รุตระวณิช อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๒ นายประมูล ศรัทธาทิพย์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดจันทบุรี อาคารหลังใหม่ได้เปิดทำการเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๑๑ โดยมีพระยาอรรถถารีย์นิพนธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในสมัยนั้นมาเป็นพิธีเปิดศาลหลังใหม่นี้ ต่อมา พ.ศ. ๒๕๒๘ ปรากฏว่าอาคารศาลจังหวัดจันทบุรีอยู่ในสภาพเก่าและทรุดโทรมจึงได้มีการปรับปรุงซ่อมแซมใหม่ พร้อมกับเพิ่มห้องพิจารณาอีก ๑ บัลลังก์ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ เพิ่มห้องพิจารณาอีก ๒ บัลลังก์  

และกระทรวงยุติธรรมได้มี หนังสือที่ ยธ ๐๒๐๓/๓๑๘๕๑ ลงวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๓๙ ให้ดำเนินการก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมอีก ๑ หลัง ตั้งอยู่ด้านหลังอาคารเดิมมีลักษณะเป็นตึก ๓ ชั้น เพิ่มห้องพิจารณาอีก ๖ บัลลังก์ บริษัท วิลาวิศว์วิศวการ จำกัด เป็นผู้ประมูลได้ในราคา ๔๑,๕๐๐,๐๐ บาท ปัจจุบันการก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมแล้วเสร็จ ทำให้มีห้องพิจารณารวม ๑๕ บัลลังก์


จำนวนผู้เยี่ยมชม : 2616